
วุฒิฯ เดินหน้าเลือกซุปเปอร์บอร์ดด้านคุ้มครองผู้บริโภค
วันที่ 18 มี.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยในวาระแจ้งเพื่อทราบ นายนิคม ได้แจ้งถึงความคืบหน้ากรณีศาลปกครองชั้นต้นมี คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งไม่รับสมัคร และคำวินิจฉัยยืนคำสั่งไม่รับสมัครของคณะกรรมการที่จัดทำรายชื่อตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเป็นกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกิจการกระจาย เสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือ ซุปเปอร์บอร์ด ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามที่นายวุฒิพร เดี่ยวพาณิช ผู้สมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นกรรมการติดตามฯ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคร้องไว้
ต่อมา คณะกรรมการตรวจสอบ คุณสมบัติฯ ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้น และบัดนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นโดยให้นาย วุฒิพร เป็นผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการติดตามฯ ดังนั้น วุฒิสภา จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการติดตามฯ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ในวันที่ 6 เม.ย. บริเวณห้องโถงอาคารรัฐสภา 1.

กองบรรณาธิการ ตอบโจทย์ฯ ชี้แจง ต้องการทำให้สถาบันเข้มแข็ง หวังช่วยประเทศฝ่าวิกฤติขัดแย้ง
เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 18 มี.ค. ทางกองบรรณาธิการ รายการ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” ได้โพสต์บทความผ่านเฟซบุ๊กในชื่อ “ตอบโจทย์ประเทศไทย” ชี้แจงกรณี การระงับออกอากาศ เทปตอน “สถาบันพระมหากษัตริย์” หลังเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งบทความดังกล่าวระบุว่า
“มีผู้ชมหลายท่าน ที่อาจไม่เคยมีโอกาสได้ชมรายการอย่างต่อเนื่อง โพสต์ว่า ตอบโจทย์และภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ชอบเชิญเสื้อแดงมาออกรายการ ทางทีมงานยืนยันว่าจริง เพราะแขกรับเชิญเหล่านี้ อาจมีบางวันที่เคยสวมเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี – นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี – ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา – นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส
บางท่านกล่าวว่าแขกรับเชิญในรายการไม่มีราคา ทางทีมงานเองก็มิอาจประเมินราคาของท่านเหล่านี้ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี – พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี – พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี – อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
บางท่านบอกว่ารายการเราเลือกข้าง ซึ่งก็น่าจะจริงอีกเช่นกัน เพียงแต่เราเลือกทั้งสองข้าง สลับกันไปมา จนคนที่ดุด่าเรา อีกทั้งบรรดามวลชนและสื่อในมือ ก็อาจจะลืมไปแล้วว่า เคยมารายการตอบโจทย์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างเผ็ดร้อนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล – จำลอง ศรีเมือง – พิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ – ธิดา ถาวรเศรษฐ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ซึ่งล้วนแต่เคยผ่านเวทีตอบโจทย์ ในช่วงที่อยู่ตรงกันข้ามกับอำนาจรัฐ และสื่อทั้งหมด แทบจะไม่กล้าให้เวลาและพื้นที่ออกอากาศ
บางท่านกล่าวหาว่าพิธีกรรายการ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา อยู่ฝ่ายล้มสถาบัน เพราะเชื่อมั่นว่าไปเอาอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มาออกรายการ ต้องมีแผน แต่ลืมไปว่าหนึ่งวันก่อนหน้า เราเชิญ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มาออกในเวลา 45 นาที ก่อนจะถึงอาจารย์สมศักดิ์ และเพื่อไม่ให้หนักใจผู้ชม เราจึงเชิญ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร มาออกต่อในเวลาเท่ากัน กลายเป็น 2 ต่อ 1 หรือ 90 นาที ต่อ 45 นาที
ส่วนสองวันสุดท้ายที่ถูกตั้งคำถาม เป็นการเผชิญหน้ากันตัวต่อตัว ระหว่างสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ประกาศตนเองว่าเป็นรอยัลลิสต์ขนานแท้ ในเวลาที่เท่ากัน
ถ้าจะกล่าวหาว่าอาจารย์สมศักดิ์ เป็นฝ่ายไม่เอาเจ้า นี่ก็เท่ากับว่า เป็นสัปดาห์ 3 รุม 1 ดังที่คนบางกลุ่มวิจารณ์ มิใช่ให้สมศักดิ์ออกติดกันสามวัน อย่างที่บางท่านวิจารณ์ โดยลืมที่จะหันมองวันอื่นๆ ในรอบสัปดาห์ รอบเดือน หรือรอบปีเลย
สีแดงที่คุณเห็น อาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธงธรรมศาสตร์ ที่ยังมีสีเหลืองประกาศนาม และกลายมาเป็นสีส้มของธงไทยพีบีเอส ที่ผสมความแตกต่างเข้าด้วยกัน อย่างที่ควรจะเป็น มิใช่อย่างที่ใครบางคนอยากให้เป็น ไปในทางใดทางหนึ่ง
ในอดีต ช่วงการชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยาม พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เองก็เคยออกรายการรวมถึง 4 วัน ทำลายสถิติอาจารย์สมศักดิ์เป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งคุณภิญโญที่ไปรายงานข่าว ยังถูกกล่าวหาว่า เป็นกุนซือเสธ.อ้ายเสียอีก ภิญโญ จึงกลายเป็นกุนซือวางแผนเรียกแขกให้เสธ.อ้าย ปกป้องสถาบันกษัตริย์ล้มทักษิณ ไปพร้อมๆ กับร่วมกับอาจารย์สมศักดิ์จัดวาระวิจารณ์สถาบัน
คนเดียวกันเป็นได้ทั้งรักเจ้าและล้มเจ้า ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางฝ่ายก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับโดนข้อกล่าวหาว่าล้มเจ้า
เรามีสี หรือเราทำหน้าที่
เราเปิดกว้าง หรือเราปิดกั้น
เราเป็นกลาง หรือเราเลือกข้าง
ในเมื่อเราถูกวิจารณ์รุนแรงจากทั้งสองฝ่าย เท่าที่สื่อประเทศนี้จะเคยประสบ
สื่อฝ่ายสนับสนุนม็อบ เสธ.อ้าย รู้อยู่แก่ใจว่าเราไปทำหน้าที่ แต่พอถึงวันนี้ หลายคนแกล้งหลับตา เมื่อเราเชิญฝ่ายอื่นมาออกรายการบ้าง ก็รีบปลุกปั่นรุมประณาม เพื่อสร้างความเกลียดชัง เมื่อเราถูกขยุ้มก็ไม่รีรอที่จะรีบขย้ำ ด้วยรู้ว่าเราจะกลับมายิ้มให้กันใหม่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเราเชิญคนฝ่ายท่านมาออกรายการ ซึ่งเราต้องทำ เพื่อรักษามาตรฐานแห่งวิชาชีพ
ไม่มีหมู่บ้านไหน อยากอยู่ตรงกลางพรมแดนระหว่างสงครามสองฝ่าย ถ้าท่านอยากรู้เจตนาที่แท้จริงว่า เราสุ่มเสี่ยงต่อการถูกก่นด่า เข้าใจผิด ทำเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นเขาชันไปทำไมกัน
คำตอบอยู่ในรายการตอบโจทย์ 5 ชื่อที่ถูกเรียกขานจนเป็นกลายตำนานชั่วข้ามคืน ซึ่งถูกงดออกอากาศในวันศุกร์ 15 มีนาคมที่ผ่านมา
ถ้าท่านถามว่าเราทำประเด็นนี้ทำไม เฉพาะคำประกาศยุติรายการเพียงโพสต์เดียว ณ ค่ำวันอาทิตย์ ที่ยังไม่ครบสองวันเต็ม มีคนเข้ามาชมกว่า 600,000 คน และถ้าอัตราการเข้าชมยังเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะครบ 1,000,000 คนในอีกสองวันข้างหน้า ซึ่งน่าจะเท่ากับยอดขายของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดของประเทศ ในวันที่ขายดี
เรามิได้ต้องการเรียกเรตติ้งหรือสร้างข่าวตามที่ถูกกล่าวหา หากแต่นี่เป็นเครื่องสะท้อนว่า ประเด็นแหลมคมนี้ ติดอยู่ในความสนใจใคร่รู้ของผู้คนจำนวนไม่น้อย
สถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้หมายถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่คนไทยเคารพสักการะเท่านั้น
หากแต่หมายรวมถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลถัดไปอีกยาวไกลในอนาคตจากการสืบสันตติวงศ์
การทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้มแข็ง ย่อมหมายถึงการทำให้ไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกยาวนานเข้มแข็ง แม้เผชิญลมแรงย่อมทานแรงลมได้ มิว่าอนาคตจะยาวไกลเพียงใด พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ก็จะอยู่ปกเกล้าปกกระหม่อมชาวไทย ใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป
และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในใจชาวไทยมากที่สุด
ความจริงข้อนี้ แม้คนที่วิจารณ์เข้มข้นที่สุดอย่างอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็ยอมรับ และยินดีที่จะอยู่กับความจริงนี้ของสังคมไทย และนี่เป็นวิธีที่เราจะอยู่กับผู้เห็นต่างอย่างสันติ โดยมิต้องคิดไล่ใครไปให้พ้นแผ่นดินไทยของทุกคน
ถ้าท่านอดทนฟังอย่างมีสติ ช่วงท้ายของรายการ คือพุทธิปัญญาของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ซึ่งแม้จะมีโวหารแกว่นกล้า หากทว่าเมื่อพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว กลับเป็นผู้จงรักภักดีอย่างลึกซึ้ง
ดังภาษิตที่ว่า โอสถดีมักมีรสขม
คำชมแม้หวาน หากนานไปกลับเป็นโทษ ฉันใด
คำวิพากษ์วิจารณ์จากกัลยาณมิตร คือแสงอรุณรุ่งอันอำไพ แม้ว่าจะรับฟังได้ยาก หากทว่าต้องอดทน อดกลั้น ข่มใจ
ทั้งหมดนี้ คือคำตอบที่ว่า เราคือใคร และเราทำหน้าที่ที่ยากยิ่งนี้เพื่ออะไร
ทีมงานรายการทุกคนและผู้ดำเนินรายการ ได้กราบพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีที่วังวรดิศ รวมทั้งได้กราบพระสยามเทวธิราชที่ประดิษฐานอยู่ที่นั่น เพื่อขอพระราชทานพรให้มีกำลังกายและกำลังใจที่เข้มแข็ง เพื่อที่จะทำหน้าที่สื่อสารมวลชนโดยสุจริต และขอให้พรนั้น ช่วยให้ประเทศไทยฟันฝ่าอคติและความขัดแย้งแบ่งฝ่ายไปสู่สันติวิถีในเร็ววัน
ขอขอบพระคุณและน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มาจากห้วงลึกแห่งจิตสำนึกของทุกท่าน
แม้จะดุดันเกรี้ยวกราดบ้าง เราก็ยินดีรับฟัง เพราะการฟังอย่างลึกซึ้งเท่านั้น ที่จะทำให้เราเห็นมิตร และเข้าใจความคิดคู่ขัดแย้ง และเป็นหนทางแก้ปัญหาการเผชิญหน้าในสังคมที่แท้จริง
นี่คือเหตุผลที่เรารับฟังทุกท่านอย่างสงบ
ด้วยความเคารพ
กองบรรณาธิการตอบโจทย์ประเทศไทย”

40 ส.ว.รุมสับรายการตอบโจทย์แอบแฝงล้มสถาบัน จี้ผู้รักษากฎหมายดำเนินการ
ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม กลุ่ม 40 ส.ว. อาทิ นางตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา หารือว่า ขอบคุณสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่งดรายการตอบโจทย์ประเทศไทยฯ ที่จะออกอากาศวันที่ 15 มี.ค. แต่ตนได้ดูช่วงที่ออกอากาศวันที่ 13-14 มี.ค. เห็นว่าคนที่เป็นอาจารย์หากนำแนวคิดดังกล่าวไปสอนลูกศิษย์อีกมากมาย เชื่อว่าจะสร้างแนวคิดใหม่ให้เยาวชนไทยเป็นอันตรายกับประเทศอย่างยิ่ง สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยต่างกับประเทศอื่น เรามีแผ่นดินอิสระ มีความสุข เพราะกษัตริย์องค์ก่อนทรงกอบกู้ชาติ สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แผ่นดินและพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน ทรงช่วยเหลืออาณาประชาราษฎร์ด้วยโครงการพระราชดำริมากมาย พระราชดำรัสของพระองค์มีแง่คิด เป็นประโยชน์ เป็นข้อเท็จจริง
ด้าน นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า รายการดังกล่าวเหยียบย่ำจิตใจและสร้างความโกรธแค้นแก่คนไทยที่ได้ดูรายการมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องนำนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ มาเป็นวิทยากรร่วมดีเบตวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ที่คนไทยให้ความเทิดทูน ออกรายการฟรีทีวี ไม่มีเรื่องอื่นหรืออย่างไร บอกว่าสถาบันไม่เป็นประชาธิปไตยโดยอ้างถึงประเทศอังกฤษ ทั้งที่บริบทของไทยและอังกฤษต่างกัน ดังนั้น ผอ.สถานีฯ ต้องรับผิดชอบร่วมกับคณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการบริหารที่อนุมัติรายการ โดยให้ประชาชนเสนอเรื่องผ่านอนุกรรมการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ตามมาตรา 46 และมาตรา 42 ของกฎหมายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เจตนารมณ์ที่นำคนที่ต้องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้ง 2 คนมาดีเบตกัน ทั้งที่ควรเป็นผู้ที่เห็นต่างเพื่อความสมดุลแสดงถึงเจตนาแอบแฝงเบื้องหลังของผู้จัดรายการสถานี ไม่ควรใช้เงินภาษีประชาชน ปล่อยให้รายการออกอากาศเรื่องสถาบันที่กระทบจิตใจคนไทยทั้งชาติ และ กสทช.ต้องเข้ามาแก้ปัญหาทั้งกรณีนี้ และกรณีละครเหนือเมฆ 2
ส่วน นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า สถานีไทยพีบีเอสที่ใช้เงินภาษีประชาชน ต้องรอบคอบรัดกุม อย่าคิดว่าเอาภาษีประชาชนไปสนองความต้องการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อยากถามคณะผู้บริหารไทยพีบีเอสว่า ไม่มีรายการอะไรหรือคิดรายการอะไรไม่ได้แล้วหรือ รู้หรือไม่ว่าทำรายการแบบนี้เป็นประโยชน์อะไรกับใคร หรือก่อสติปัญญาตรงไหน มีแต่ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ทำให้รัฐบาลโดนด่าฟรี ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้อง คนทำหาเรื่อง หาเหาให้รัฐบาล สถานีเองก็เสียหาย ทำให้ประชาชนเข้าใจภาพลักษณ์สถานีผิด อย่าคิดว่าทำรายการแบบนี้แล้วดูก้าวหน้า ดูทันสมัย หรือดูเท่ส่วนตัวมองว่าหาเหาใส่หัวยังพอว่า แต่กรณีนี้เป็นการหาเห็บใส่หัว
พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ส.ว.สรรหา อดีต ผอ.ททบ.5 กล่าวว่า ดูเนื้อหารายการเป็นการกล่าวร้ายดูหมิ่นสถาบัน กรณีที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการล่วงละเมิดดังกล่าวทางองค์การสื่อสารมวลชนแห่ง ประเทศไทย กสทช. และคณะกรรมการวิทยุกระจายเสียงเพื่อเผยแพร่สาธารณะ ควรเข้าไปตรวจสอบ ควบคุมและพิจารณาโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะจำเลยคนแรกคือสถานีโทรทัศน์ที่อนุมัติให้ออกอากาศ ส่วนผู้ร่วมรายการที่เกี่ยวข้อง สตช. และดีเอสไอ ต้องเร่งตรวจสอบ ดำเนินคดีกับผู้ดำเนินรายการ และผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยข้อหาดูหมิ่น หมิ่นประมาท และกล่าวร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ผู้รักษากฎหมายต้องดูแลและรักษาในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ขอให้ประธานวุฒิสภาแจ้งและดำเนินการต่อไป เพราะไทยพีบีเอสรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลปีละ 2,000 ล้านบาท
ขณะที่ พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่าเนื้อหาของรายการถือว่าเข้าข่ายทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพราะมีการกล่าวถึงพระราชดำรัสอย่างไม่บังควรและปราศจากความเคารพ จึงขอหารือไปยังผู้บริหารไทยพีบีเอส ที่ใช้เงินภาษีประชาชน ควรมีนโยบายหรือดำเนินรายการให้ตรงกับวัตถุประสงค์ และแสวงหาคำตอบให้สังคมไทย เช่น โครงการจำนำข้าว ที่สร้างหนี้ให้ประเทศ พฤติกรรมของฝ่ายบริหารที่เสี่ยงจะเสียอำนาจหรือดินแดนซึ่งเป็นเรื่องสำคัญกว่าการแก้ไขมาตรา 112 ที่กระทบคนเพียง 482 คน เพราะถึงไม่แก้ไขมาตรา 112 ก็ไม่ได้ทำให้ชาติล่มจม ไม่เข้าใจว่าความเป็นนักวิชาการทำไมเรื่องธรรมดาเหล่านี้ถึงไม่เข้าใจ หรือมีเจตนาแอบแฝงอะไร.

“ทศพร เสรีรักษ์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แจง รัฐกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อก่อรายได้ โต้ ฝ่ายค้าน ใช้จินตนาการโจมตีรัฐกู้เงิน
วันที่ 18 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอบโต้ กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ โจมตี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ว่า อยากให้พูดกันด้วยเหตุด้วยผล ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่อยากให้ใช้จินตนาการ เช่น ที่บอกว่าคน 60 ล้านคน จะเป็นหนี้ไปอีกไม่ต่ำกว่า 50 ปี ไม่อยู่บนฟื้นฐานความเป็นจริง หากยังจำกันได้ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บริหารงานจนสามารถใช้หนี้ ไอเอ็มเอฟ ได้ก่อนกำหนด
ดังนั้น เชื่อว่า จากการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ จะสามารถใช้หนี้ดังกล่าวได้ ก่อนที่จะครบกำหนดเช่นกัน สำหรับเหตุผลในการกู้เนื่องจากสภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก เหมาะสม กับการกู้เงิน จะไม่ทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศสำคัญๆ ทั้ง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป อยู่ในช่วงต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ ดำเนินนโยบายการเงิน แบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย ในตลาดการเงินและตลาดทุนโลก รวมทั้งพันธบัตรในประเทศอยู่ในระดับต่ำ เราจะรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ระยะ 7 ปีข้างหน้า หนี้สาธารณะ จะไม่เกินร้อยละ 50 ของจีดีพี การกู้ครั้งนี้ ต่างจากการกู้ครั้งก่อน เพราะเป็นการกู้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ลดต้นทุนการขนส่งของประเทศ ที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน.

วิปรัฐ ผนึก ส.ว.เลือกตั้ง ชง แก้ รธน.รายมาตรา หวังเดินเกมเร็ว ยื่นเรื่องให้สภาฯ พิจารณา ทันสมัยประชุมนี้
วันที่ 18 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผย ภายหลังการประชุมประจำสัปดาห์ว่า ที่ประชุมได้มีการนำข้อหารือของ คณะ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง จำนวน 50-60 คน นำโดย นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นควร ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา อาทิ มาตรา 68 มาตรา 237 ในส่วนของการยุบพรรคการเมือง และการตัดสิทธิ์ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการทำข้อตกลงกับต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแก้ไขบางมาตรา เพื่อให้ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถที่จะมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกครั้ง หลังจากครบวาระ 6 ปี เนื่องจากเห็นว่า ได้มาทำหน้าที่ ส.ว.จากการเลือกตั้งของประชาชน มิใช่มาจากการสรรหา จึงควรได้รับโอกาสในการลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง
นายอุดมเดช กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเสนอแยกเป็นรายมาตรา เพราะที่ผ่านมา มีข้อกังวลในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถือเป็นการเดินตามคำแนะนำของ ศาลรัฐธรรมนูญ หากมาตราใด ไม่มีปัญหาก็สามารถดำเนินการแก้ไขได้ก่อน ส่วนมาตราใด มีผู้คัดค้านก็แก้ไขเป็นประเด็นๆ ไป เรื่องนี้ ทางวิปรัฐบาลจะประสานกับพรรคต้นสังกัด ดูรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา ในเร็วๆ นี้
คาดว่าภายในสมัยประชุมนี้ จะสามารถบรรจุเพื่อให้มีการรับหลักการในวาระที่ 1 ได้ก่อน ที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแก้ไขมาตรา 291 ที่ยังค้างอยู่ในวาระการประชุม ก็ให้คงอยู่เช่นนั้นไปก่อน เพราะข้อกฎหมายไม่ได้มีข้อห้าม ในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราอื่น.

‘มาร์ค’ ปัดไม่รู้ ‘เยาวภา’ ลงส.ส.จ่อ นั่งนายกฯสำรอง ส่วน ปชป. ส่งผู้สมัครลงสู้เลือกตั้งซ่อม เขต 3 เชียงใหม่แน่ แต่ขอหารือ “แม่เลี้ยงติ๊ก” ก่อน ว่าจะส่งคนเดิม ลงหรือไม่?
วันที่ 17 มี.ค. ที่ โรงแรมสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข่าวที่ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เตรียมลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขต 3 เพื่อเตรียมเป็น นายกรัฐมนตรีสำรอง หากเกิดอุบัติเหตุการเมือง กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า ยังไม่ทราบเรื่อง แต่เห็นว่าพรรคการเมือง หากจะทำงานการเมืองในลักษณะที่เป็นความสะดวกของตนเอง โดยไม่สนใจระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกรณีนี้ หากเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งชัดเจนว่า เป็นการบริหารงานโดยเอาการเมืองมาเป็นสมบัติของตระกูล ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เอง จะมีการพิจารณาเรื่องตัวผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อม แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะส่งผู้สมัครคนเดิม หรือคนใหม่ เพราะต้องมีการหารือกับ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองหัวหน้าพรรคที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือก่อน.

ปชป.เดินหน้า พิมพ์เขียวประเทศไทย ตั้ง 3 ปมหลัก ตอบโจทย์ หลังเรียนจบต้องมีงานทำ จัดระบบธรรมาภิบาล แก้วิกฤติการทุจริต เชื่อ เห็นผล ภายใน 3 ปี (more…)

มติฯ วุฒิฯ ผ่านฉลุย 103 เสียง กรณีเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนเข้าชื่อ เสนอ ก.ม. พร้อมกำหนดโทษผู้ปลอมแปลง และใช้อิทธิพลขู่บังคับบุคคลอื่นให้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย
วันที่ 18 มี.ค.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่คณะกรรมาธิการร่วมกันของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ ให้สิทธิประชาชนซึ่งมีสิทธิเลือกตั้ง เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 10,000 คน เสนอกฎหมาย ส่วนการเข้าชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต้องไม่น้อยกว่า 50,000 คน โดยกฎหมายฉบับนี้ ได้เพิ่มการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในการยกร่างกฎหมายตามที่ประชาชนร้องขอ อาทิ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือหน่วยงานที่มีอำนาจ และให้สิทธิประชาชนรับเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายจากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง
ทั้งนี้ มีการกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ปลอมแปลงเอกสารลายมือชื่อ มีโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วนผู้ที่ใช้อิทธิพลบังคับข่มขู่ให้บุคคลร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย และสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ตอบแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท จากนั้นที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบ 103 เสียง

“อภิสิทธิ์” จี้ รัฐ ถอน 5 ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง-นิรโทษฯ เปรียบ หากเสนอเข้ามา ก็เหมือนเพิ่มระเบิดเวลาอีกลูก ชี้อย่ากลัวคนเสื้อแดงข่มขู่ ย้ำ รัฐมีหน้าที่ดูแลปชช.
วันที่ 18 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 20 มีนาคมนี้ ว่า เท่าที่ทราบ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ จะไม่เสนอต่อที่ประชุมเพื่อขอให้มีการเลื่อนขึ้นมาพิจารณาตามที่เคยระบุก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนจะเป็นการถอยหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ แต่เห็นว่า การเสนอร่างกฎหมายนี้ เข้ามาเท่ากับเป็นการเพิ่มระเบิดเวลา ในสภาฯอีกลูกหนึ่ง หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ยังค้างอยู่ในสภาฯ 4 ฉบับ
ดังนั้น เมื่อมีการบรรจุร่างนี้ เข้าสู่สภา ก็เท่ากับว่า หากจะมีการถอนร่างกฎหมายนี้ ก็ควรที่จะต้องถอนออกไปให้ครบทั้ง 5 ฉบับ ทั้งปรองดอง และนิรโทษกรรม เพราะมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน ส่วนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ที่กดดันให้รัฐบาล รีบเดินหน้าไม่เช่นนั้น จะเป็นการเนรคุณคนเสื้อแดงนั้น ส่วนตัวเห็นว่า รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชนทุกคนเพื่อให้ประเทศชาติสงบ ไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น

ปชป. ยัน รัฐบาล กู้ 2.2 ล้านล้าน เลี่ยงการตรวจสอบ กำลังทำข้อมูลโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ไม่ถูกบิดเบือนข้อเท็จจริง เตรียมเสนอให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเลขาธิการพรรค ย้ำ ปชป.เป็นคนริเริ่มรถไฟความเร็วสูง
วันที่ 18 มี.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ ทีมโฆษกพรรคกำลังทำการรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริง เกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งทั้งหมด เพื่อใช้เป็นข้อมูลที่จะส่งให้กับหัวหน้า และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เพื่อให้นำไปทำการศึกษาเปรียบเทียบและเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป เพราะขณะนี้ พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลนำเรื่องนี้ไปจัดนิทรรศการ เป็นข้อมูลที่ ไม่สมบูรณ์ และบิดเบือนไปจากความเป็นจริงหลายประการ อาจทำให้ประชาชนสับสน
ทั้งนี้ อาจเป็นการมุ่งเป้า เพื่องานการเมืองจนเกินเหตุ โดยไม่นึกถึงประโยชน์กับประชาชน อาทิ กรณีที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุ ให้ข้อมูลเรื่องรถไฟความเร็วสูง ที่ผิดเพี้ยน เพราะนายกิตติรัตน์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ริเริ่มโครงการ ทั้งที่เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มเข็งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ริเริ่ม ดำเนินการตั้งแต่ปี 2552 และมีการทำเอ็มโอยู ไปแล้ว โดย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯในขณะนั้น เป็นคนดำเนินการ ทั้งวางแผน ให้มีเส้นทางเชื่อมต่อกับ คุนหมิง เวียงจันทน์ หนองคาย อุดรฯ ขอนแก่น นครราชสีมา กทม. ปาดังเบซาร์ และสิงคโปร์ แต่รูปแบบการดำเนินโครงการของรัฐบาลชุดนี้ แตกต่างจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีการเอาเงินลงทุนเหล่านี้ หลบเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบ โดยไปใช้ในงบเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท